Showing posts with label ข้อมูลทั่วไป. Show all posts
Showing posts with label ข้อมูลทั่วไป. Show all posts

Thursday, September 6, 2012

ศาลอุทธรณ์พิพากษา “ยก” คดี ดา ตอร์ปิโด มีความหมายอย่างไร

ศาลอุทธรณ์พิพากษา “ยก” คดี ดา ตอร์ปิโด มีความหมายอย่างไร


          เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552 ศาลอาญาพิพากษาว่า นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล
(ดา ตอร์ปิโด) จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 18098/2553 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อพระราชินี ต่อรัชทายาทหรือต่อผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์) ให้จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี จำเลยอุทธรณ์
ต่อมาวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องความเห็นของจำเลยโดยส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หรือไม่ เสร็จแล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือ พิพากษาใหม่แล้วแต่กรณี
ผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความงุนงงสงสัยแก่สาธารณชน ที่มิได้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ว่า : ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น “ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการในเรื่องความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย”และ “พิจารณาพิพากษาใหม่หรือพิพากษาใหม่แล้วแต่กรณี” คืออะไร มีเหตุผลที่มาอย่างไร และมีความหมายเช่นใด เพื่อคลายปมความสงสัยดังกล่าว ผู้เขียนจึงขออนุญาตอรรถาธิบายขยายความดังนี้
ข้อเท็จจริงแห่งคดีมีว่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอาญา พนักงานอัยการโจทก์ยื่นคำร้องว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินี หากเผยแพร่คำเบิกความอาจเกิดความไม่สงบเรียบร้อย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ ทนายจำเลยคัดค้าน ศาลอาญาเห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาญาจักรฯลฯ อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 177 อนุญาตให้พิจารณาคดีเป็นการลับ อีก 2 วันต่อมา ทนายจำเลยยื่นคำร้องว่า คำสั่งศาลอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40(2) ที่บัญญัติว่า “สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณาซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณา โดยเปิดเผย...” และ “มาตรา 29 ที่บัญญัติว่าการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้...” กรณีจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองโดยชัดแจ้ง ซึ่งจะกระทำมิได้ ขอให้ศาลอาญาส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 211ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ศาลอาญามีคำสั่งว่า คำโต้แย้ง ของจำเลยไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงให้ยกคำร้อง
เห็นได้ว่า ข้อโต้แย้งของจำเลยกับคำวินิจฉัยของศาลอาญามีความแตกต่างกัน ประเด็นจึงมีว่า ที่ถูกต้องแล้ว ถ้าจำเลยโต้แย้งว่าคำสั่งของศาลอาญาหรือศาลอื่นขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลยุติธรรมจะต้องปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้อง

/ ในที่สุด ...
ในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็ให้คำตอบชี้ขาดว่า “การส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามมาตรา 211 วรรคหนึ่ง ถ้าศาลรัฐธรรมนูญหรือคู่ความโต้แย้งด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบัญญัตินั้น ศาลอาญาต้องส่งความเห็น(ข้อโต้แย้งของจำเลย) ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นเสียก่อน โดยให้รอการพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเสร็จไปในทางหนึ่งทางใด และการที่จะวินิจฉัยว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ไม่ใช่อำนาจของศาลอาญาซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ...” เว้นแต่กรณีไม่เข้าองค์ประกอบ ตามมาตรา 211 ซึ่งศาลอุทธรณ์ตรวจสอบแล้ว ยังไม่เคยมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มาก่อน ศาลอาญาจึงจะต้องส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว การที่ศาลชั้นต้นไม่รอการพิพากษาคดีและไม่ส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงเป็นการมิชอบ...”

สรุปทางออกทางแก้ที่ถูกต้องในเรื่องนี้ ก็คือ

1.) เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษา “ยก...”คำพิพากษาศาลชั้นต้น เท่ากับว่าคดีนี้ศาลอาญาต้องกลับไปดำเนินการใหม่เฉพาะในเรื่องการส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เพราะคดีมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว

2.) คำพิพากษาศาลอาญาที่ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 18 ปี ก็พลอยสิ้นผลไปชั่วคราว เพราะตามกฎหมายแล้วศาลอาญาจะมีคำพิพากษาได้ก็ต้องรอฟังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน

3.) ในกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลอาญาที่ให้พิจารณาคดีเป็นการลับนั้น
ชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นการขัดหรือแย้งกับมาตรา 211 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลอาญาก็ต้องมาปรึกษาคดีกับองค์คณะแล้วมีคำพิพากษาใหม่อีกครั้งว่าจะพิพากษาลงโทษจำเลย โดยการจำคุกหรือยกฟ้องจำเลยอย่างไร และ

4.) หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลอาญาไม่ชอบ ขัดหรือแย้งกับมาตรา 211 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ศาลอาญาก็ต้องสืบพยานโจทก์และจำเลยใหม่โดยเปิดเผย ห้ามพิจารณาคดีเป็นการลับ เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วจึงพิพากษาใหม่อีกครั้งดังข้อ 3

ดังนั้น ขณะนี้จึงเท่ากับว่าคดีที่ ดา ตอร์ปิโด ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ศาลอาญายังพิจารณาพิพากษาคดีไม่แล้วเสร็จ ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดก่อน แต่มิได้หมายความว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลอาญาหมายถึงศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องว่าจำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องของโจทก์แต่อย่างใด หากท่านผู้อ่านอยากรู้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในเรื่องนี้อย่างไร โปรดรอฟังคำสั่งศาลอาญาในวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 เวลา 9.00 นาฬิกา ตามที่ ศาลอาญานัดพร้อมเพื่อฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม

ศาลบังคับให้ตรวจ ดี. เอ็น. เอ. ได้หรือไม่

ศาลบังคับให้ตรวจ ดี. เอ็น. เอ. ได้หรือไม่

ประเด็นทางสังคมที่เป็นข่าวร้อนแรงในขณะนี้ คงไม่มีเรื่องใดเกินไปกว่าข่าว
ของแอนนี่ บรู๊ค กับ ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ในหลาย ๆ แง่มุมที่วิพากษ์กัน มีประเด็นทางกฎหมายเรื่องหนึ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดกันมากก็คือ การตรวจสารพันธุกรรมหรือ ดี.เอ็น.เอ. ระหว่างบุตรชายแอนนี่ บรู๊ค กับฟิล์ม
ปัญหาว่า ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะไปยื่นคำร้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวเพื่อขอให้ศาลออกคำสั่งบังคับให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปตรวจ ดี.เอ็น.เอ. เพื่อพิสูจน์สารพันธุกรรมความเป็นบิดากับบุตรกันได้หรือไม่ คำตอบคือไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีกฎหมายเปิดช่องให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลในช่องทางนี้นั่นเอง
คำถามต่อไปมีว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการตรวจดี.เอ็น.เอ. เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรกันจะทำอย่างไร คำเฉลยก็คือ 1) คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เช่น ฝ่ายชายต้องฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย สรุปง่าย ๆ คือ ต้องมีการฟ้องเป็นคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัวก่อน 2) คู่ความฝ่ายที่ขอตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมต้องแสดงเจตนาร้องขอต่อศาลว่าต้องการขอให้มีการตรวจพิสูจน์ ดี.เอ็น.เอ. เช่น ในคดีที่ฟ้องร้องกันนั้นฝ่ายชายขอให้มีการตรวจพิสูจน์ว่าตนเองกับเด็กเป็นบิดากับบุตรกันหรือไม่ 3) คู่กรณีที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องให้ความยินยอม หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ให้ความยินยอมศาลก็บังคับไปตรวจไม่ได้ อย่างไรก็ตามกฏหมายกำหนดทางแก้ไขไว้ว่าหากฝ่ายใดไม่ยินยอมหรือปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือกระทำการขัดขวางมิให้บุคคลที่เกี่ยวข้องให้ความยินยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร กฎหมายให้สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามกล่าวอ้างซึ่งจะเป็นผลเสียต่อฝ่ายที่ไม่ยินยอมหรือกระทำการขัดขวางนั้น ตัวอย่างเช่น ฝ่ายชายร้องขอให้ตรวจพิสูจน์ ดี.เอ็น.เอ. ระหว่างตนกับเด็ก แต่มารดาเด็กปฏิเสธไม่ให้ความยินยอมในการตรวจโดยไม่มีเหตุอันสมควร กรณีเช่นนี้ ผลร้ายจะตกอยู่กับฝ่ายมารดาของเด็ก เพราะกฎหมายปิดปากสันนิษฐานเป็นผลร้ายแก่ฝ่ายที่ปฏิเสธว่า ชายที่ขอตรวจพิสูจน์ ดี.เอ็น.เอ. กับเด็กไม่ได้เป็นบิดากับบุตรกัน
วิธีการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือ ดี.เอ็น.เอ. เป็นกระบวนการแสวงหาพยานหลักฐานในทางคดีวิธีหนึ่งเท่านั้น คู่ความแต่ละฝ่ายยังสามารถนำพยานหลักฐานอื่นมาสืบพิสูจน์เพื่อสนับสนุนหรือหักล้างข้อต่อสู้ของตนได้อีก จะเห็นได้ว่ากฎหมายเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวในร่างกายและอวัยวะทั่วเรือนร่างของบุคคล หากปราศจากซึ่งความยินยอม
โดยสมัครใจแล้วย่อมไม่มีผู้ใดจะล่วงละเมิดสิทธิส่วนตัวได้ ดังนั้นการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือ ดี.เอ็น.เอ. จึงมิได้ง่ายดายดังที่หลายคนเข้าใจ ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม

คดีวิคเตอร์ บูท (อีกครั้ง)

คดีวิคเตอร์ บูท (อีกครั้ง)

        ผู้เขียนอ่านบทความคุณนิติภูมิ นวรัตน์ คอลัมน์ เบิกฟ้า ส่องโลก ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โดยคุณนิติภูมินำข่าวแปลจากสำนักข่าว Ria Novosti และ ITar – TASS มาเล่าสู่ให้ฟังในฐานะพยานบอกเล่า ที่มิได้ฟังด้วยหู มิได้รู้ด้วยตนเอง ในบทความคำแปลดังกล่าวมีเนื้อหา ที่ชวนให้สงสัยอยู่ 2 เรื่องคือ 1. “ในแง่กฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ไม่คำอธิบายอย่างมีสติหรือการแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น เราแน่ใจเต็มที่ว่า การส่งออกวิคเตอร์ บูท ที่เกิดขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เป็นผลจาก การกดดันทางการเมืองอย่างยิ่งของสหรัฐอเมริกาต่อรัฐบาลและศาลไทยสิ่งนี้เรียกได้อย่างเดียว ก็คือ การแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรม” และ 2. รัฐมนตรีต่างประเทศรัฐเซีย นายเซรเกย์ ลาฟรอฟ ให้สัมภาษณ์ในระหว่างการเยือนรัฐเคนยาว่า “กรณีวิคเตอร์ บูท นั้นเป็นเรื่องยาว ในวันนี้ กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ออกแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ศาลอาญาไทยได้ตัดสินไปแล้ว 2 ครั้งว่า ความผิดของวิคเตอร์ บูท พิสูจน์ไม่ได้...”

ผู้เขียนขอถอดรหัส บทความในคอลัมน์คุณนิติภูมิข้างต้นดังนี้

1. มีการกล่าวหาว่าการส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดนไปประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. ประเทศสหรัฐอเมริกากดดันและแทรกแซงศาลยุติธรรมไทยและ

3. คำสั่งศาลอาญาให้ยกคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน นายวิคเตอร์ บูท ทั้ง 2 คดี มีผลให้ต้องปล่อยตัวนายวิคเตอร์ บูท เป็นอิสระ
ผู้เขียนขอเฉลยความตามลำดับ ข้อแรก ในเรื่องนี้พนักงานอัยการ สำนักงานต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุดในฐานะผู้ร้องให้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดน 2 คดี ในคดีแรกขอให้ขัง นายวิคเตอร์ บูท เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตาม คดีหมายเลขแดงที่ อผ.8/2552 คดีนี้ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้อง อัยการผู้ร้องอุทธรณ์ วันที่ 20 สิงหาคม 2553 ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นให้ขังเพื่อส่งตัว นายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดนกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และคดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์
ส่วนคดีที่ 2 อัยการผู้ร้องยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 สิงหาคม 2553 ขอให้ศาลอาญามีคำสั่งขัง นายวิคเตอร์ บูท เพื่อส่งตัวข้ามแดน ตามคดีหมายเลขดำที่ อผ. 4 /2553 ซึ่งศาลอาญาวินิจฉัยไว้ในคำสั่งคดีหลังนี้ว่าฐานความผิดของนายวิคเตอร์ บูท ตามคำร้องทั้งสองสำนวนเป็นคนละเรื่องคนละเหตุการณ์ไม่เป็นการฟ้องหรือร้องซ้ำกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองคดีนายวิคเตอร์ บูทและทนายความได้ใช้สิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ไม่ปรากฏว่ามีขั้นตอนการดำเนินคดีที่ไม่ถูกต้องกฎหมายแต่ประการใดทั้งสิ้น อีกทั้งคดีทั้งสองเรื่องได้ดำเนินการภายใต้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดนฯ โดยถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
/ โดยเฉพาะ ...

โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้อธิบายความโดยละเอียดชัดแจ้งทั้งในข้อเท็จจริงข้อกฎหมายและเหตุผลที่ศาลมีคำสั่งให้ขังนายวิคเตอร์ บูท ไว้เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปดำเนินคดี ฯ และข้อต่อสู้ทุกข้อของนายวิคเตอร์ บูท ก็ได้มีการยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลอุทธรณ์แล้วทั้งหมด ความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายล้วนมีคำตอบในคำพิพากษาโดยองค์กรตุลาการแห่งศาลไทยที่มีหน้าที่รักษากฎกติกาของบ้านเมืองและประเทศชาติให้ดำรงความถูกต้อง ซึ่งอาจไม่ถูกใจบางคนบางฝ่ายแต่คงไม่มีฝ่ายใดปฏิเสธความชอบธรรมตามหลักนิติธรรมได้ เว้นแต่เป็นความพอใจ ไม่พอใจ อันเป็นเหตุผลส่วนตนเท่านั้น
ประการที่สอง ประเทศไทยมีเอกราชทางการศาลตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ไม่มีศาลสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่มีผู้ใดมีอภิสิทธิเหนือกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไทย ศาลยุติธรรมก่อตั้งถึงปัจจุบันร่วม 129 ปี แยกเป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 มีประธานศาลฎีกาเป็นประมุขและผู้บังคับบัญชาสูงสุด แยกออกจากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่มีบุคคล องค์กรหรือชาติหนึ่งชาติใดมากดดันแทรกแซงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมไทย ในทางกลับกันผู้เขียนเชื่อว่า ประเทศเอกราชชาติที่เป็นอารยะทั้งหลายก็คงไม่ยอมให้รัฐบาลไทยไปกดดันแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของประเทศเหล่านั้นเฉกเช่นกัน ดังนั้นคำกล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกากดดันแทรกแซงศาลยุติธรรมไทยโดยปราศจากพยานหลักฐานจึงเป็นการปรามาสและดูหมิ่นศักดิ์ศรีกระบวนการยุติธรรมไทย ศาลยุติธรรมไทยและประเทศไทยอย่างยิ่ง
ข้อเฉลยสุดท้ายที่ว่า ศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องขอส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดนไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาถึง 2 ครั้งนั้น ก็ใช่ว่าคดีทั้งสองเรื่องจะถึงที่สุดในชั้นศาลอาญาและเป็นผลให้ต้องปล่อยตัวนายวิคเตอร์ บูท เป็นอิสระแต่อย่างใดไม่ เพราะในคดีแรกเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำสั่งศาลอาญาให้ขังนายวิคเตอร์ บูท เพื่อส่งตัวข้ามแดนไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและคดีถึงที่สุดแล้วเพียงแต่อยู่ระหว่างรอการส่งตัว
คงมีปัญหาว่า คดีที่ 2 ที่พนักงานอัยการยื่นคำร้องอีกครั้งในวันที่ 20 สิงหาคม 2553 ขอให้ขังนายวิคเตอร์ บูท เพื่อส่งข้ามแดนเป็นอีกคดี มีเนื้อหาเป็นเช่นไร ผู้เขียนได้ติดตามข้อเท็จจริงในคดีหลังนี้ได้ความว่า เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาทราบว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ขังนายวิคเตอร์ บูท เพื่อส่งตัวข้ามแดน พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 2 กันยายน 2553 ขอถอนคำร้องในคดีที่สอง ตามคำร้องขอของสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แต่นายวิคเตอร์ บูทและ
ทนายความได้คัดค้านคำร้องขอนั้น ต่อมาพนักงานอัยการผู้ร้องแถลงว่าเมื่อประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศผู้ร้องขอไม่ประสงค์จะยื่นคำร้องขอในคดีนี้ต่อไป พนักงานอัยการผู้ร้องจึงแถลงไม่ติดสืบพยาน ศาลอาญาจึงได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 5 ตุลาคม 2553 และให้เหตุผลในคำสั่งว่า เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ (ผู้ร้อง)ไม่พอเพียงแก่การรับฟังตามมาตรา 19 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ปล่อยตัวนายวิคเตอร์ บูท เมื่อสิ้นระยะเวลาเจ็ดสิบสองชั่วโมงนับแต่อ่าน
/ คำสั่ง ...

คำสั่งปล่อย ...” กรณีจึงเป็นการยกคำร้องขอของพนักงานอัยการผู้ร้องเฉพาะคดีที่สองเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏต่อไปว่า พนักงานอัยการผู้ร้องมิได้มีการอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2553 ว่าไม่ประสงค์จะอุทธรณ์คดีนี้ต่อไป ดังนั้น แม้คดีที่สองจะถึงที่สุดตามคำสั่งศาลอาญาว่าให้ปล่อยตัว นายวิคเตอร์ บูท แต่ในคดีแรกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษาให้ส่งตัว นายวิคเตอร์ บูท ข้ามแดนไปดำเนินคดีที่ประเทศสหรัฐอเมริกายังมีผลบังคับอยู่ และเมื่อรัฐบาลไทยได้พิจารณาให้ส่งตัวนายวิคเตอร์ บูท เป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามคดีแรกแล้วจึงต้องดำเนินการส่งมอบตัว นายวิคเตอร์ บูท ให้แก่ประเทศผู้ขอตัวคือสหรัฐอเมริกา ให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดหรือวันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีแรก ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน ฯ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างราชอาณาจักรไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา
ข้อกล่าวหาเรื่อง ความไม่ชอบมาพากล ฉ้อฉลซ่อนเงื่อนหรือมีการกระทำที่เบือนบิดผิดกฎหมายในคดีนายวิคเตอร์ บูท คงมีเพียงลมปากที่กล่าวหาจากความรู้สึก ตามความเชื่อ ความเข้าใจหรือผลประโยชน์ส่วนตนที่มิใช่ภาวะวิสัย ผนวกกับพยานบอกเล่าที่มิได้รู้เห็นความจริง ไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้าง จึงดูค่อนข้างเลื่อนลอยและง่ายดายเกินไปที่จะโยนเชื้อไฟเผาบ้านคนอื่น แล้วปล่อยให้เจ้าของบ้านที่มิได้เป็นตัวการรู้เห็นเป็นใจในการก่อเหตุ ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนตักน้ำดับไฟที่ คนลอบวางเพลิงเผายืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างบ้านอย่างไม่มีเยื่อใยและไร้ความรับผิดชอบ

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม

7 สิงหาฯ "วันรพี"

"เองกินเหล้าเมายาไม่ว่าดอก
แต่อย่าออกนอกทางไปให้เสียผล
อย่ากินสินบาทคาดสินบน
เรามันชนชั้นปัญญาตุลาการ"
พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย "
ใช่แล้วครับ..
ผมลืมไปเสียสนิทแม้จะนั่งรถผ่านสนามหลวง
เห็นนิสิต-นศ.จำนวนมากเข้าแถวที่หน้าศาลฎีกา
นึกว่ามีม็อบอะไรหรือเปล่า..?
แต่ก็ถึงบางอ้อ..ว่าวันนี้คือ"วันระพี"

ที่จริงแล้วผม..ไม่มีจบทางด้าน"กฎหมาย"หรอกครับ
เพียงแต่เพื่อนส่วนใหญ่จบทางด้านนี้
และก็เจริญเติบโตตามสายงานของตัวเอง

และยิ่งการบังคับใช้กฎหมายในวันนี้
ทำให้เราอดไม่ได้ถึง "เงินง้างตาชั่ง"
อย่างกรณีเงิน 2 ล้านนั่นปะไร
และยิ่งเข้มงวดเข้าไปทุกที
สำหรับคดี "ทักษิณ" และพวกพ้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ซึ่งได้รับฟ้องไปแล้วบางส่วน.!!

ศาลซึ่งเป็นองค์กรอิสระ และเป็นกลางทางสังคม
ผมไม่อยากเห็นออกมากู้สถานการณ์ชาติบ่อยๆแบบนี้
ยิ่งเรื่องประเด็นทางการเมือง..
ทำให้ผู้คนอีกฝ่าย-ตรงข้ามมองไปไกลได้

ศาลวันนี้แตกต่างจากวันที่ "จรัญ ภักดีธนากุล"อยู่
เพราะศาลวันนี้ไม่ต้อง"กู้วิกฤติเพียง"แต่ใช้ความถูกต้อง
ในการพิพากษา- นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เพราะ "ภายในศาลก็ต้องตรวจสอบกันเอง"

ศาลวันนี้คือการพัฒนาไปอีกขั้น..
แต่ต้องยึดโยง-กับ-ประชาชน
ถูก-ผิดอย่างไรก็ต้องยอมรับ..
ยิ่งกระบวนการก่อนเข้าสู่ชั้นศาล
มันผิดเพี้ยน..!!

ตั้งแต่การ"สืบสวน-สอบสวน"ของตร.
และการสั่งฟ้องของ"อัยการ"
มีหลายคดีที่สะท้อนความไม่ชอบมา-พากล
แต่ขึ้นสู่ชั้นศาล...ก็กระจ่างแจ้ง..!!


หลายคดีอาจจะเล่นกับความรู้สึกประชาชน
อย่างคดี"ไอ้ปื๊ด" -"อ.นิด้า" -"เชอร์รี่แอน"
เพราะชั้นพนักงานสอบสวน-อัยการเล่นกับ"สื่อ"มากไป
จนเกิดความคาดหวังของประชาชน...
แต่ศาล..ตัดสินไปอีกอย่าง..
เพราะหลักฐานไม่ชัดเจน -ไม่ชัดแจ้ง-ไม่มีประจักษ์พยาน
อย่างนี้..ศาลทำงานลำบากมากขึ้น..!!

แน่ละหลายคนอาจะเถียงคอเป็นเอ็นได้ว่า
ศาลมันต้องมีคนไม่ดีบ้างละว๊า.!!
แน่นอนครับ..มีแน่นอน
เก่งแต่ชั่ว มีทุกองค์กร..
แต่ศาลปัจจุบันมีองค์คณะ...
ไม่ใช่คนเดียวตัดสินอีกแล้ว...
นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบกันเองภายในอีกด้วย..

ศาลวันนี้จึงเป็นทางออกสุดท้าย
โดยยึดหลักยุติธรรม-เป็นแกน
ยึดถือ "ตัวบท"เป็นสำคัญ
ผิดถูกว่าตามนั้น..!!!

"เราจึงเสมอภาคกันในทางกม.
ไม่ใช่ว่า "เงินในกระเป๋าใครมากกว่ากัน.."

ประเทศไทยมีกี่ศาล

ประเทศไทยมีกี่ศาล


นับแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทย ได้เปลี่ยนจากระบบศาลเดี่ยวมาเป็นระบบศาลคู่ กล่าวคือ จากเดิมที่มีเฉพาะศาลสถิตยุติธรรมที่ทำหน้าที่ ชี้ขาดตัดสินอรรถคดีทั้งปวงเปลี่ยนมาเป็น มีศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้แต่ผู้คนที่อยู่ในแวดวงกระบวนการยุติธรรมบางส่วนยังสับสนไขว้เขวเข้าใจไม่ถูกต้อง จึง ไม่แปลกหากประชาชนและสื่อมวลชนบางสาขาจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในระบบการศาลของไทย ที่ปฏิรูปใหม่ ดังตัวอย่างเช่น บทความการเมืองหน้า 3 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์หัวข้อ “ น้ำท่วมกับประชาชนต้องมาก่อน ‘ไม่ครบเทอม’ สัญญาณ ‘ อภิสิทธิ์’ ย่อหน้าที่ 9 ความว่า ‘ สถานการณ์ต่อมาคือ การต่อสู้ในคดี’ ‘ ยุบพรรคประชาธิปัตย์’ ที่มี ‘ ทางโค้ง’ ให้ใจหายใจคว่ำ จากกรณี ‘คลิปการสนทนา’ ระหว่างทีมกฎหมายของพรรคกับอดีตเลขานุการส่วนตัวประธานศาลฎีกา...

ผู้เขียนเชื่อว่า บทความข้างต้นคงมุ่งหมายถึงเหตุการณ์ในคลิปภาพและเสียงการสนทนาระหว่างเลขานุการส่วนตัวของประธานศาลรัฐธรรมนูญกับสมาชิกสภาผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลัง ตกเป็นข่าวตามสื่อในขณะนี้มากกว่า เนื่องจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลรัฐธรรมนูญสามารถแต่งตั้งเลขานุการส่วนตัวได้ตามระเบียบศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการแต่งตั้งเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2551 ส่วน ประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของศาลยุติธรรม ไม่มีตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวเช่นศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจระบบศาลในประเทศไทยโดยไม่ผิดหลง ผู้เขียนจึงอาสาขออรรถาธิบายขยายความ คำว่า ระบบศาลคู่ในประเทศไทย ดังนี้ ”

1. ศาลยุติธรรม ก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2425 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีทั้งปวงตามที่กฎหมายบัญญัติ เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีเยาวชนและครอบครัว คดีล้มละลาย คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คดีภาษีอากร คดีเลือกตั้ง คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เป็นต้น มีนายสบโชค สุขารมณ์ เป็นประธานศาลฎีกา นายวรวุฒิ ทวาทศิน เป็นเลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายเชวง ชูศิริ เป็นเลขานุการศาลฎีกา โดยไม่มีตำแหน่งเลขานุการส่วนตัวประธานศาลฎีกา

2. ศาลปกครอง จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เปิดทำการ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2544 มี 2 ชั้นศาล คือ ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองโดยเฉพาะอันไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลอื่น คดีที่เกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือ
/ เจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร หรือคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ฯลฯ เป็นต้น มีนายหัสวุฒิ วิฑิตวิริยกุล เป็นประธานศาลปกครองสูงสุด

3. ศาลรัฐธรรมนูญ จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เริ่มเปิดทำการเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2543 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีทั้งหมด 9 คน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 กำหนดอำนาจหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญไว้หลายประการ เช่น การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฏหมายที่ประกาศใช้บังคับแล้วมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ กระทำการใดเพื่อให้ตนมีส่วนโดยตรงและโดยอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ หรือวินิจฉัยมติ หรือข้อบังคับของพรรคการเมือง การพิจารณาอุทธรณ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการวินิจฉัยกรณีบุคคลหรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นต้น มีนายชัช ชลวร เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เป็นเลขานุการส่วนตัวซึ่งปัจจุบันได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวแล้ว


4. ศาลทหาร เป็นศาลพิเศษที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ศาลทหารแบ่งได้ 3 ประเภทคือ ศาลทหารในเวลาปกติ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ศาลอาญาศึก ศาลทหารปกติมี 3 ชั้นศาลคือ ศาลทหารชั้นต้น ศาลทหารชั้นกลาง (ชั้นอุทธรณ์) และศาลทหารชั้นสูงสุด (ชั้นฎีกา) “มีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดอาญาซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด....” เช่น ทหารประจำการ ทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์หรือที่สมัครเข้ากองประจำการเพราะกฎหมายบังคับให้ต้องเป็นทหาร) ส่วนคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เช่น คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน เช่น ทหารกระทำผิดอาญาร่วมกับพลเรือน คดีที่ต้องดำเนินการในศาลเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากอายุของผู้กระทำความผิด เป็นต้น
ที่กล่าวมาทั้งหมดคือ ระบบศาลคู่ในประเทศไทยโดยสังเขปตามที่กำหนดในกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ผู้เขียนจะระบุอำนาจหน้าที่ตามภารกิจทั้งหมดหรือระบบโครงสร้างของศาลแต่ละศาลไม่ครบถ้วนกระบวนความก็ตาม แต่ก็พอทำให้ท่านผู้อ่านรู้จักประเภทของศาลและระบบศาลคู่ในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่ผู้คนในสังคมยังไม่ค่อยรู้ประการหนึ่งก็คือ ศาลยุติธรรมได้แยกออกจากกระทรวงยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2543 ด้วยแล้วอีกเช่นกัน


สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
โฆษกศาลยุติธรรม